Gift2Lover : Lesson 06 นกพิราบหลงถิ่น
posted on 02 Sep 2008 14:33 by gift2lover in gift2loverStory
ตอนที่ 6
..ทำไมเธอถึงได้ใจร้ายแบบนี้..
..เธอไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย..
..เธอนี่มัน..เห็นแก่ตัวดี ๆ นี่เอง..
...
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของที่นี่สดใสกว่าที่ใด ๆ ..อย่างน้อยภราดาก็รู้สึกอย่างนั้นเมื่อตอนไปเยือนเมืองหลวงหรือที่อื่น ๆ เธอพบว่าที่นี่..ที่หมู่บ้านอิฐแห่งนี้แหละ..สวยงามที่สุด
ไม่มีใครพูดกับเธอแบบนั้นหรอก..เพียงแต่ว่าในหัวสมองของเธอตอนนี้มีแต่คำเหล่านั้นเต็มไปหมด คำเสียดสี เสียดแทง ดูหมิ่นเหยียดหยาม รังเกียจและไม่ใยดีต่อเธอ แม้คนในหมู่บ้านจะไม่ได้พูด แต่แววตาของทุกคนก็บ่งบอกแบบนั้น
ภราดาถอนใจหลายครั้งหลายหนขณะนั่งคุกเข่านิ่งอยู่หน้าป้ายหลุ่มศพของพ่อและแม่ของเธอ..
ในสวนสาธารณะอิฐินันทการ ที่ซึ่งมีหลุมฝังศพของภราดรผู้เป็นพ่อและดาหลาผู้เป็นแม่..
บัดนี้เธอถูกสังคมเล็ก ๆ ที่เธอมีเหลืออยู่รังเกียจเข้าให้แล้ว...นั่นเป็นเพราะผู้ชายต่างถิ่นเพียงคนเดียวเท่านั้น
นายดินสอ ร้าน Gift2lover
“คุณไปเถอะ...คุณไปเสียตั้งแต่ตอนนี้เถอะ..”
นี่ฉันพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไง..ฉันพูดแบบนั้นออกไปอย่างไม่แยแสความรู้สึกของเขาและของทุก ๆ คนในหมู่บ้านเลย
ดินสอมีแววตาเศร้าหมองลงไปในทันทีที่ฉันพูดออกไป จากนั้นคนในหมู่บ้านที่มามุงดูก็พากันกระซิบกระซาบจนเกิดเสียงอื้ออึงไปหมด ต่างก็ทยอยกันเดินออกไปนอกร้าน เหลือเพียงแค่ฉัน นายดินสอ พิมพิกาแล้วก็นายลูกจ้างร้านซ่อมจักรยานยนต์
ฉันลุกขึ้นโดยไม่ฟังเสียงใคร เดินออกมาจากร้าน ตอนแรกวิ่ง แล้วก็ค่อย ๆ อ่อนแรงเดินมาถึงที่นี่..
ฉันนั่งอยู่ที่นี่ตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งจนถึงหกโมงเย็น..ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสี บรรยากาศรอบข้างค่อย ๆ มืดดำลง..
ฉันนั่งนิ่งเหม่อลอย..จนมีเสียงดังจากลำโพงของอะไรสักอย่างแทรกเข้ามา...
..ภราดาหันซ้ายขวา มองว่ามีใครเข้ามาในสวนตอนกลางคืนแบบนี้ แต่ก็ไม่เห็นใครนอกจากความมืด
..เสียงเพลง..เป็นเสียงทำนองเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องเลย..แต่ทำไมเสียงเพลงนี้ถึงได้ฟังดูเศร้าแบบนี้
(ขอใช้เสียงเพลงที่ดินสอเปิดฟังเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เกาหลีเรื่อง Sad Movies : Goodbye)
ด้านหลังหลุมศพมีม้านั่งสีขาวอยู่หนึ่งตัว แสงจากพระจันทร์ทำให้สามารถเห็นม้านั่งได้ลาง ๆ ..ความจริงแล้วรอบหลุมศพมีทางวิ่งเส้นเล็ก ๆ รอบเป็นวงกลม และม้านั่งก็จะอยู่ตามริมขอบทางวิ่งเป็นระยะ ๆ มีเส้นทางตัดไปมาต่อจากเส้นทางวงกลมที่มีศูนย์กลางเป็นหลุมศพ..หากมองจากมุมสูงแล้ว สวนสาธารณะอิฐินันทการแห่งนี้มีโครงสร้างลักษณะคล้ายดอกเบญจมาศ เส้นขอบของดอกเบญจมาศก็คือเส้นทางวิ่ง กลางดอกเบญจมาศก็คือหลุมศพ
ภราดาเดินผ่านหลุมศพเข้ามาใกล้ม้านั่งสีขาวที่หันหน้าไปอีกทาง มีเงาร่างคนนั่งอยู่ มีแสงเรือง ๆ จากสิ่งหนึ่งส่องอยู่บนมือของคน ๆนั้น
โทรศัพท์มือถือนี่นา..ที่แท้คน ๆ นี้ก็เปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือนี่เอง แต่ว่า..ใครกันที่มีโทรศัพท์มือถือหน้าตาแปลก ๆ แบบนี้ นอกจากคนรุ่นราวคราวเดียวกับเราแล้ว ก็คงไม่มีใครในหมู่บ้านที่จะมีโทรศัพท์มือถือกันหรอก
หรือว่า..หมอนั่นเอง
พอคิดได้แบบนั้นภราดาจึงรีบก้าวถอยซ่อนตัวหลังต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วเฝ้าดูเขา
นายดินสอมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้..นายมีสิทธิ์อะไรมานั่งในสวนสาธารณะของพ่อฉัน...ไม่สิ..เราคิดแบบนั้นไม่ได้ สวนนี่เป็นของทุกคน นายจะมานั่งมันก็สิทธิ์ของนาย แต่ว่าทำไมนายถึงมาเปิดเพลงเศร้านั่งอยู่ที่นี่
นายเศร้าเรื่องเมื่อกลางวันหรือ..
ภราดาหวนคิดถึงคำพูดเชือดเฉือนของตัวเองอีกครั้ง...
นี่ฉันทำให้นายเศร้าได้ขนาดนี้เลยหรือ..
ขณะนี้ภราดารู้สึกผิดกับเขาเหลือเกิน เธอมีทางเลือกอยู่สองทางในตอนนี้คือ เดินไปหาเขากับทำเป็นไม่สนใจปล่อยเขาไปอย่างนั้น
ตอนนี้เธอเอาหลังพิงต้นไม้ สองคนหันหลังให้กัน อีกคนหนึ่งพิงอยู่กับม้านั่งสีขาว..
นายรู้หรือเปล่าว่าม้านั่งนั้นฉันเป็นคนทาสีเองกับมือ..
จู่ ๆ เสียงเพลงแห่งความเศร้าของเขาเงียบลง ภราดาคิดว่าบางทีเขาออาจจะลุกขึ้นจึงยังไม่เหลียวไปมองทันที แต่พอเธอจะหันไปโทรศัพท์มือถือของเธอสั่นรั่วภายใต้กระเป๋ากางเกง
โชคดีที่เธอเปิดระบบสั่นทิ้งเอาไว้..ไม่อย่างนั้นนายดินสอคงจะรู้ตัวว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ
พอเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจึงรู้ว่าไม่ใช่พิมพิกาหรือเพื่อนคนอื่น ๆ ที่โทรมา แต่เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย เธอตัดสินใจว่าจะรับดีหรือไม่ ปล่อยให้มันสั่นอยู่หลายครั้ง..จนในที่สุด
“สวัสดีค่ะ..”
ตอนนั้นเองเสียงจักจั่นบนต้นไม้ที่เธอพิงเริ่มส่งเสียง
ปลายสายเงียบ..
“..สวัสดีค่ะ..ได้ยินหรือเปล่าค่ะ..” ภราดานึกขึ้นได้จึงหันหลังไปมองม้านั่ง ปรากฏว่าเขาหายไปแล้ว หายเข้าไปในความมืด เธอคิดจะเดินตามเขาจึงบอกกับคนที่โทรเข้ามา “..ถ้าไม่มีอะไรฉันจะวางนะคะ..”
“..คุณภราดาใช่หรือเปล่าครับ..”
“ใช่ค่ะ..ใครหรือคะ มีธุระอะไร”
“..ผมแค่โทรมาเพื่อจะลาคุณ แล้วก็ขอร้องบางเรื่อง”
“ลาฉัน..” ภราดาตกใจ “นั่นนายเหรอ”
“ครับ..ผมเจ้าของร้านGift2lover”
ภราดาเลิกหลบหลังต้นไม้เดินตรงมาหยุดอยู่ที่ม้านั่งเสียงจักจั่นเริ่มดังขึ้น “ตอนนี้นายอยู่ไหน..”
“..ถ้าผมบอก คุณจะมาหาหรือ” ทางฝ่ายดินสอเองก็มีเสียงจักจั่นเหมือนกัน
“..จะบ้าเหรอ ฉันจะไปหานายทำไม ฉันแค่อยากรู้ว่านายอยู่ในหมู่บ้านหรือออกไปแล้ว..”
“อย่างนั้นหรือครับ..ผมออกมาแล้วล่ะ..คุณสบายใจได้”
ทำไมนายต้องโกหกแค่เรื่องแบบนี้ด้วย..คิดว่าโกหกแบบนี้ให้ฉันสบายใจหรือไงกัน..
“ก็ดี..ฉันจะได้สบายใจ..ยัยพิมให้เบอร์มาใช่มั้ย”
“เปล่า..ไม่มีใครในหมู่บ้านให้เบอร์ผมมาหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นแล้ว..”
“ผมมีเบอร์คุณอยู่แล้ว..”
“ว่าไงนะ..”
“ผมมีเบอร์คุณอยู่แล้ว..ผมมีเบอร์คุณตั้งนานแล้วล่ะครับ”
“นี่นาย...”
“อย่าใส่ใจเรื่องนั้นเลยครับ..ผมแค่อยากจะขอร้องคุณบางเรื่อง”
“ได้ แต่นายต้องบอกมาก่อนว่านายได้เบอร์มาจากใคร..”
“คุณสัญญากับผมก่อนแล้วผมจะบอก..”
ภราดานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดินสอจะขออะไรเธอ..แล้วเธอควรจะทำตามที่ขอหรือ แต่ว่าเธอก็ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ “..ได้สิ..จะให้ฉันทำอะไร..”
“..เปิดร้านแทนผม..” ดินสอกล่าว “ช่วยเปิดร้านแทนผมที”
ภราดานิ่งอึ้งพูดไม่ออก “นี่นาย...”
“คุณจะเปลี่ยนชื่อร้านเป็นดาหลาก็ได้แต่ว่าอย่าให้ร้านนั้นต้องปิดเลยนะครับ..เรื่องรายได้ก็แล้วแต่คุณจะให้ผม”
“นายบ้าหรือเปล่า..อยู่ดี ๆ จะมาให้คนอื่นทำร้านแทนน่ะ”
“ก็ผมไม่มีทางเลือกอื่นนี่ครับ..”
ภราดานั่งลงบนม้านั่ง.. “เพราะฉันใช่มั้ย..นายอยากจะพูดแบบนั้นใช่มั้ย”
ดินสอเงียบ.. “..เอาเป็นว่าแล้วแต่คุณนะ ผมฝากกุญแจเอาไว้ที่ร้านป้าสมุนไพร ถ้าคุณอยากเปิดก็เปิดได้ทุกเมื่อ..”
“ฉันคงจะช่วยนายขายไม่ได้หรอก...ฉันน่ะกลายเป็นหมาหัวเน่าไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“..ผมเชื่อว่าทุกคนในหมู่บ้านเข้าใจคุณนะครับที่คุณพูดกับผมแบบนั้น...ผมเองก็เข้าใจคุณเหมือนกัน..คุณรู้ไหมว่าหลังจากคุณเดินออกไปจากร้านแล้ว ป้าสมุนไพรบอกกับผมว่ายังไง”
“ป้าสมุนไพรหรือ”
“ป้าแกบอกว่า..คุณน่ะน่าสงสาร อยู่ตัวคนเดียว เพราะงั้นคุณก็เลยต้องทำตัวเข้มแข็ง และก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของพ่อแม่ที่ทำไว้ ทำให้คุณอึดอัดหลายเรื่อง..ป้าบอกว่าอย่าไปเกลียดคุณเลย”
ภราดามีน้ำตาคลอ..
“ดังนั้นผมก็เลยเชื่อว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้ก็คิดเหมือนป้าสมุนไพร คือไม่ว่าคุณจะทำผิดอย่างไร ทุกคนก็พร้อมให้อภัยคุณได้เสมอแหละ..ไม่ใช่เพราะว่าคุณคือลูกของผู้มีพระคุณในหมู่บ้านหรอกนะ..แต่คุณคือผู้มีพระคุณของหมู่บ้านต่างหาก”
“พอเถอะ..นายหยุดพูดได้แล้ว” ภราดาพูดเสียงเหนื่อยอ่อนแล้วกดปิดสายไปดื้อ ๆ
เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความอัดอั้นจนกลัวว่าขืนคุยกับเขาต่อเขาอาจจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอ
“นายนี่มัน..ตบหัวแล้วลูบหลังแท้ ๆ” ภราดาพูดเสียงสั่น “ใครจะบ้าไปทำตามคำขอของนายกัน”
ดินสอเอาโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าแล้วเดินออกมาจากสวนสาธารณะ ผ่านซอย 5 ลัดมาสู่ซอย 2 เขายืนนิ่งตรงหน้าร้านของเขาเอง..
เวลา 1 ทุ่มตรง..คนในหมู่บ้านนับร้อยชีวิตพากันมายืนอยู่หน้าร้าน Gift2lover เพื่ออำลาเขา..ในขณะที่ภราดายังคงนั่งอยู่ที่ม้านั่งสีขาวตัวเดิม ก้มลงมองพื้นหญ้า เขี่ยรองเท้าไปมา มองหยดน้ำตาตัวเอง..
“ทุกคน..” ดินสอนิ่งอึ้งมองเหล่าสมาชิกในหมู่บ้าน เขาเห็นลุงบากแทรกตัวอยู่ในกลุ่ม ป้าสมุนไพร และคนอื่น ๆ ที่เคยมาเยี่ยมร้านของเขา “..มาส่งผมหรือครับ”
“เอ็งจะไปจริง ๆ เรอะ” ลุงบากตะโกน “เอ็งไปแล้วใครจะซื้อของเก่าจากข้าราคางาม ๆ”
ดินสอยิ้มให้ลุงบาก
“กุญแจยังอยู่ที่ป้านะ..เธอมารับคืนได้ทุกเมื่อ” ป้าสมุนไพรชูพวงกุญแจ
“พวกเรามีของสิ่งหนึ่งอยากให้เธอน่ะ” ชายชราคนหนึ่งพูด เขาคนนี้คือคนเฝ้าศาลเจ้าเก่าแก่ประจำหมู่บ้านเป็นที่นับถือของเหล่าคนในหมู่บ้าน แต่ดินสอยังไม่มีโอกาสได้ไปสักครั้ง หญิงสาวคนหนึ่งยื่นห่อผ้าไหมให้ชายชราซึ่งเป็นปู่
ชายชราคนนั้นคลี่ผ้าไหมออกเป็นผืนยาวถึงพื้น มีตัวอักษรเขียนแนวตั้งว่า หมู่บ้านอิฐและดินสอ
“ผ้าไหมปักดิ้นทองนี้ พวกเรามอบให้ทุกคนที่มาจากต่างถิ่นที่เรานิยมชมชอบ ผ้าไหมนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ผูกไมตรีจิตกับคนต่างถิ่น พวกเราขอมอบให้นายเป็นที่ระลึก”
ดินสอตื้นตันจนมีน้ำตาเอ่อล้นขอบตา ก้าวเข้าไปหาชายชราแล้วย่อตัวลงรับผ้าไหมผืนนั้น
“แม้เธอจะมาอยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์..แต่ว่าเธอก็ได้ทำให้หมู่บ้านของเรามีสีสันมีชีวิตชีวามากขึ้น”
“ขอบคุณครับ...ผมจะไม่ลืมทุกคนไม่ลืมหมู่บ้านนี้เลย”
“เรายินดีต้อนรับเธอเสมอ..อีกไม่นานเด็กคนนั้นก็คงจะเข้าใจเธอเอง” ชายชราหมายถึงภราดา “อย่าไปคิดโกรธเค้านะ”
“ผมไม่เคยคิดโกรธเธอเลยครับ ผมเข้าใจเธอดี...ผมผิดเองที่มาเปิดร้านโดยไม่ดูให้ดีเสียก่อน”
“ไม่มีใครผิดหรอก..เธอสบายใจเถอะ”
รถของดินสอจอดอยู่ริมถนนข้าง ๆ ร้านอยู่ก่อนแล้ว เขาเองก็เตรียมเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก่อนไปสวนสาธารณะ
“ผมขอบคุณทุก ๆ คนจริง ผมคงจะต้องรีบไปแล้วละครับ นี่ก็ค่ำแล้ว”
“โชคดีนะคะพี่ดินสอ..” เสียงกลุ่มสาว ๆ พูดพร้อมกัน
ดินสอพยักหน้าลุกขึ้นรวบผ้าไหมไว้ในอ้อมแขนแล้วเดินไปที่รถ หันมามองทุกคนอีกครั้ง..โบกมือลาอย่างตื้นตันใจ แล้วทำท่าจะเปิดประตูรถแต่แล้วก็หันมา ปากของเขาอ้าทำท่าจะเอ่ยหลายครั้ง..จนแล้วจนรอดก็เอ่ยออกมา
“ผมดีใจ..ที่ผมได้ตัดสินใจมาใช้ชีวิตที่หมู่บ้านแห่งนี้ ผมดีใจ..ที่ได้รู้จักทุกคนในหมู่บ้าน ผมดีใจ..ที่ทุกคนให้การอุดหนุนร้านของผมเป็นอย่างดี..แล้วผมก็ดีใจที่รู้ว่ามีคน ๆ หนึ่งรักหมู่บ้านนี้มากแค่ไหน..ผมดีใจที่ผมได้รู้จักกับเธอคนนั้น”
พิมพิกาที่ยืนนิ่งท่ามกลางคนในหมู่บ้านพอได้ฟังก็ร้องไห้ออกมา...เขาหมายถึงภราดาเพื่อนของเธอเอง..
ภราดาตอนนี้เธออยู่ไหน..ฉันอยากให้เธอมาได้ยินเขาพูดเหลือเกิน
ดินสอเปิดประตูเข้าไปในรถก่อนที่จะมีน้ำตาคลออีกครั้ง เขาคิดจะเลื่อนกระจกรถแต่ก็เปลี่ยนใจสตาร์ทรถเคลื่อนออกไปอย่างช้า ๆ..เพราะไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา
อันที่จริงถนนจากซอยสองนั้นแค่ผ่านซอยหนึ่งก็ไปโผล่ทางเข้าหมู่บ้านได้ แต่เขาจงใจอ้อมรถวนรอบหมู่บ้านเพื่อผ่านสวนสาธารณะอีกครั้ง..เขาค่อย ๆ เคลื่อนรถมาอยู่ตรงหน้าทางเข้าสวนสาธารณะแล้วมองเข้าไป
ภราดาเดินออกมาพอดี..เธอหยุดนิ่งเมื่อเห็นรถของเขา..
ดินสอเคลื่อนมือไปที่ปุ่มเลื่อนกระจก แต่แล้วก็ชักมือกลับปล่อยให้รถเดินหน้าผ่านเลยสวนสาธารณะไป
ภราดาถอนหายใจหนักหน่วง มองท้ายรถของเขาอย่างอาลัยอาวรณ์
“..ไปจริง ๆ หรือ..ฉันบอกให้ไปนายก็ไปหรือไง..ฉันให้นายไปตายนายก็จะไปตายงั้นใช่มั้ย..”
พิมพิกาเดินมาถึงสวนสาธารณะพอดี..เธอคิดว่าเพื่อนของเธอคงไปไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ แล้วก็เจอภราดายืนอยู่หน้าทางเข้าจริง ๆ แต่ว่าเธอยังไม่เดินไปหาในทันที เพราะได้ยินเสียงภราดาพูดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว
“..ฉันจะให้โอกาสนายอีกครั้ง..ถ้านายวนรถกลับมาฉันจะให้นายอยู่ต่อ..ได้ยินมั้ย” ภราดาตะโกน “ได้ยินมั้ย...”
พิมพิกาเดินเลี่ยงเข้าไปในความมืดเฝ้าดูเพื่อน..
“วนรถกลับมาสิ..” ภราดาอ่อนแรงนั่งลงกับพื้นหน้าทางเข้าสวนสาธารณะ เอามือปาดน้ำตาไปมา เงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดคนเดียวอีกครั้ง “ทำไมฉันต้องให้นายกลับมาด้วยล่ะ..” เธอหายใจหนักหน่วง “นายเป็นอะไรกับฉันหรือไง..ใช่..ฉันก็แค่รู้สึกผิดต่อนาย..จริงอย่างที่นายพูดฉันเพิ่งรู้จักนายแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วฉันจะไปรู้จักนายดีได้ยังไง..นายทำให้ฉันรู้สึกผิด ทำให้ฉันรู้สึกแย่..นายชนะแล้วนี่..นายชนะแล้วก็ไป..แอบหัวเราะลับหลังทุกคน แอบดีใจที่ทำให้ฉันแพ้ได้..แต่ไม่หรอก..พอฉันหลับไปตื่นเช้ามาฉันก็จะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว..แล้วทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม”
พิมพิกาถอนหายใจ แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ว่าลึกแล้วเพื่อนของเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลย...
ภราดายังคงนั่งนิ่ง จากที่หอบหายใจถี่เริ่มกลับมาหายใจปกติอีกครั้ง..ไหล่ขึ้นลงไปมาเชื่องช้า..แปลกตรงที่ในหัวสมองกำลังบรรเลงเพลงไร้คำร้องที่ได้ฟังจากเขา
จู่ ๆ ภราดาลุกขึ้นยืนตัวตรง สูดหายใจลึก ๆ แล้วเริ่มต้นวิ่ง.. (เพลงประกอบฉาก : เพราะคำว่ารัก อัลบัม Peck Of Ice)
พิมพิกาเองก็แทบตกใจที่อยู่ดี ๆ เพื่อนของเธอวิ่งออกไปและหายลับสายตาไปในความมืดอย่างรวดเร็ว..
มีเสียงจักจั่นร้องระงม..จากนั้นมีนกพิราบหลงถิ่นตัวหนึ่งบินขึ้นท้องฟ้าไปทางเดียวกับภราดา
พิมพิกาเงยหน้ามองนกพิราบตัวนั้น..
หากเป็นนกพิราบ.ก็คงจะเห็นภาพในเบื้องสูงว่าภราดากำลังวิ่งตรงไปหารถของของดินสอที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร..